สี่แผ่นดิน
posted on 01 Oct 2006 18:11 by shinyเมื่อปิดหนังสือลงแล้วก็ได้แต่ยกมือปิดหน้า นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น
คราบน้ำตาเปียกหน้า และแว่นก็ถูกถอดออกวางไว้บนเตียงเพราะกีดขวางการเช็ดน้ำตา
ดูเหมือนว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็นมากกว่าเรื่องราวของคนอื่นคนไกลหรือตัวละครที่ถูกสร้างสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาแต่เพียงอย่างเดียว
แต่เป็นเรื่องราวของตัวเอง ของคนใกล้ตัว ของครอบครัวและบรรพบุรุษ ของบ้านเมืองและโลกทั้งโลกทีเดียว
จะหาหนังสือเล่มไหนให้อ่านได้กินใจเท่านี้อีกคงไม่มี
...สี่แผ่นดิน...
เป็นหนังสือที่เริ่มอ่านขึ้นด้วยจังหวะเนือยๆ เพราะเมื่อแรกนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจมากเกินไปนัก
...นอกจากเรื่องว่าแม่พลอยชื่อเหมือนน้องสาวของตัว...
แต่แล้วก็ต้องเร่งอ่านขึ้นให้สม่ำเสมอเพราะต้องเรียน
เพิ่งมารู้ว่าเลือกเรื่อนอื่นก็ได้ แต่เมื่อได้หนังสือมาแล้วก็น่าจะอ่านเสีย
ยิ่งอ่านเข้าก็ยิ่งเพลิดเพลิน
จบกระทั่งจบก็พบว่าเป็นหนังสือที่ได้อ่านด้วยอารมณ์หลากหลายมากกว่าหนังสือเล่มไหนๆที่อ่านมา
จากที่อ่านไปอย่างนั้นเองก็เริ่มสนใจ
ได้หัวเราะขำการกระทำและคำพูดต่างๆของแม่ช้อย เพื่อนแม่พลอย
ผู้ซึ่งรักษาความเป็นแม่ช้อยได้ไม่เปลี่ยนตั้งแต่เด็กจนแก่
แม้แต่แม่ช้อยจะร้องห่มร้องไห้ อ่านเข้าไปก็ยังต้องหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาจนได้
ได้คิดถึงบ้านมากมายหลายครั้ง เพราะความที่เป็นบ้านไทย คนไทย ที่อยู่อย่างไทยแท้ๆ ทำให้คิดถึงบ้านที่เคยอยู่ที่เมืองไทยเป็นไหนๆ แม้จะไม่ได้เหมือนกันไปหมดก็ตามที
คิดถึงประวัติศาสตร์ ในจุดหนึ่งๆของชีวิตแม่พลอย คือตรงส่วนไหนในหนังสือประวัติศาสตร์ ยิ่งเมื่อถึงจุดเปลี่ยน เมื่อเริ่มติดต่อพวกฝรั่ง เมื่อผลัดแผ่นดิน เมื่อเกิดสงคราม
เมื่อสงครามโลกก็นึกไปถึงได้แม้แต่สิ่งที่มาเรียนไกลถึงยุโรป
เรื่องเกิดที่ยุโรปแท้ๆ เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ยังกระทบถึงไทยจนข้าวยากหมากแพง
เมื่อปฏิวัติก็ยิ่งเข้าที เพราะบ้านเมืองปัจจุบันก็กำลังปฏิวัติกันอยู่พอดี
เมื่อพ่ออ๊อดลูกชายแม่พลอยลงไปทำงานเหมืองแร่ถึงปักษ์ใต้ ก็นึกไปถึงมหาลัยเหมืองแร่ที่ได้ดูไป
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไทย มีทหารญี่ปุ่นมากมายเข้ามาในไทย ก็ยังนึกไปถึงว่ายุคนี้ใช่หรือไม่ที่มีโกโบริกับอังศุมาลิน
เมื่อเครื่องบินฝรั่งมาทิ้งระเบิดก็นึกถึงเรื่องสงครามที่ย่าเคยเล่า ตั้งแต่สมัยนอนห้องเดียวกับย่า
ที่ย่าว่าเสียงหวอมาเมื่อไรต้องรีบลงหลุมหลบภัยกันวุ่นวาย
ย่าสอนให้วางรองเท้าให้เรียบร้อยด้วยเรื่องนี้ เพราะย่าว่าพอหวอมาก็เดินไปหยิบใส่ได้ทันใจ ถ้ามัวหารองเท้าวุ่นวายก็จะพาลไม่ทันการ
ย่าเล่าว่ากลางคืนแม้แสงเทียนก็ให้มีไม่ได้ ต้องเอาผ้าดำคลุมตะเกียงอ่านหนังสือ
เมื่อผลัดแผ่นดินขึ้นรัชกาลที่แปด ก็ใกล้ตัวมากขึ้น ยิ่งอ่านด้วยความสนใจ ด้วยอยากรู้ว่าสมัยนั้นเป็นอย่างไร
จำได้จากที่เรียนมา ในหนังสือก็เขียนตรงกัน คือทรงประทับอยู่เมืองนอก
และก็อ่านต่อไปอย่างกะตือรือร้น แต่ช่วงนั้นมีแต่เรื่องสงคราม
ทีแรกก็รอลุ้นเหตุการณ์ที่ว่าอยู่หรอก อ่านไปอ่านมาก็ชักอิน เพราะมีมากมายหลายเรื่อง
ช่วงท้ายเล่ม
ตั้งแต่พ่ออ๊อดตาย ก็อ่านไปจนจบทั้งน้ำตา
อ่านๆไป ก็น้ำตาทะลักเป็นช่วงๆไป บางช่วงก็อย่างที่ว่า ต้องหัวเราะทั้งน้ำตา เพราะขำแม่ช้อยร้องไห้
ทั้งตอนพ่ออ้น พี่ชายพ่ออ๊อด ลูกคุณเปรม แต่ไม่ใช่ลูกแม่พลอยบวชก็อ่านไปด้วยน้ำตา
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่แปดทรงเสด็จกลับมาอีกครั้งก็ยังมีน้ำตาเปรอะหน้า ปลื้มรึเศร้าก็ไม่รู้
เมื่อทรงเสด็จสวรรคตก็...
ก็ไม่ทันร้องไห้มากเท่าไหร่ เพราะพอรู้ข่าวแม่พลอยก็กลับเข้าห้อง แล้วก็นอน หลับ...ไป...
จบ
ปิดหนังสือ วาง
แล้วก็นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นซะอย่างกับเป็นเรื่องตัวเอง
เพราะมันเหมือนอย่างนั้นจริงๆ ตามที่พล่ามมาข้างบนนั่นแหละ
ใครที่คิดแต่ว่าเป็นหนังสือโบราณไม่น่าอ่าน อยากให้ลองอ่านเอาไว้
ยิ่งเด็กรุ่นใหม่ ควรอ่านซะบ้าง อย่าคิดแต่ว่ามันเชย
เรื่องปู่ย่าตายายเราเองทั้งนั้น บรรจุประวัติศาสตร์ไทยพร้อมสรรพสี่รัชกาล อย่างที่ว่า
สี่แผ่นดิน
แถมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยประวัติศาสตร์โลกอีกตลอดช่วงชีวิตของแม่พลอย
และก็เรื่องของชีวิตผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ผ่านความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เด็กจนสิ้นลม
ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนอื่นคนไกลที่ไหน
คนอย่างแม่พลอยก็ยังจะมีอยู่ทั่วไป และตลอดไป คือคนที่จะต้องฝ่าฟัน ต่อสู้ชีวิตของตัวเอง ผ่านความเปลี่ยนแปลงของโลกและบ้านเมืองต่อไป
ถึงตรงนี้แล้ว
อ่านจนจบไปแล้ว
ก็รู้ว่า
แม่ช้อย คุณเชย และพ่อเพิ่ม
เป็นคนห้าแผ่นดิน
ขอบคุณ
หนุกดีอ่ะ
#1 By -MANAMI-CROSS-YAOI on 2006-10-01 18:27