สรุป The Demonata 1-6

posted on 27 Oct 2007 04:47 by shiny

ไม่รู้มุดอยู่ไหนล่ะนะ แต่ก็ซื้อมาแล้ว
อ่านจบแล้วด้วย

(ใช่...หนังสือของคุณดาร์เรนน่ะ อ่านจบกันในหน่วยชั่วโมง...)

ใช่แล้ว
มันคือ

The Demonata เล่มหก

Demon Apocalypse

โหดกว่าเก่า(ตามเคย)

ไหนๆเลือดผีก็โดนปลุกแล้ว
มาเขียนสรุปมันทุกเล่มเลยดีกว่า
จะพยายามสปอยส่วนสำคัญให้น้อยที่สุด
แน่ละ รายละเอียดน้อย
สนใจก็หาอ่านเอง ก้าก
(แต่คิดว่ายังไม่มีภาคภาษาไทย)

ถ้ารายละเอียดเพี้ยนบ้างก็ขออภัย บางเล่มไม่ได้อ่านนาน
แล้วไม่มีอ้างอิง..(ทิ้งไว้บ้านหมด)

ส่วนสปอยเฉลยทั้งเล่มจะใส่สีดำน่ะเอ้อ
(ส่วนเฉลยจะไม่ลงรายละเอียดเหตุการณเท่าไหร่)
(เล่มหนึ่งจะละเอียดนิด เพราะรายละเอียดสำคัญเยอะ)

++++++++

THE DEMONATA

+++++++

1
LORD LOSS

Grubitsch (กรุบบิทชส์  มั้ง) หรือ กรับบส์ แกรดี้ เด็กเลวธรรมดาๆ พบพ่อแม่และพี่สาวถูกปิศาจฆ่าตายในคืนวันหนึ่ง ตัวเขาเองหนีรอดมาได้ด้วยเวทมนย์
หลังจากต้องอยู่ในโรงพยาบาลบ้าเป็นเดือนๆ เดอวิช น้อง(หรือพี่ไม่แน่ใจ)ของพ่อ หรือลุงของกรับบส์ก็มาให้ความช่วยเหลือและรับตัวไปเลี้ยง
กรับบส์ตั้งต้นชีวิตใหม่ใน Carcery Vale(คาร์เชอรี่ เวล) เมืองเล็กๆ โดยอาศัยอยู่ในคฤหาสน์กับลุงเดอวิช มีเพื่อนใหม่คือ บิลอี(หรือบิลลี่) สปลีน ที่สนิทสนมกับเดอวิช

เดอวิชได้อธิบายว่าตระกูลแกรดี้ถูกสาป บางคนจะกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า เป็นไปตลอดกาลเมื่อการเปลี่ยนแปลงสมบูรณ์
โดยส่วนมากจะเปลี่ยนในช่วงวัยรุ่น
พี่สาวของกรับบส์เริ่มเปลี่ยนแปลงในตอนนั้น
และทางเดียวที่จะแก้คำสาป คืออันเชิญจอมปิศาจ ลอร์ดลอส มาทำข้อตกลง
ผู้ปกครอง(หรือใครก็ตาม..)คนหนึ่งต้องเล่นหมากรุกห้ากระดานให้ชนะลอร์ดลอส อีกคนหนึ่งต้องสู้กับสมุนสองตนของลอร์ดลอส
เมื่อชนะแล้วคำสาปจะถูกคลาย ส่วนผู้ที่เล่นหมากรุกชนะจะต้องไปต่อสู้กับลอร์ดลอสต่อในมิติของลอร์ดลอส
พ่อและแม่ของกรับบส์แพ้ให้แก่จอมปิศาจ

ส่วนทางเลือกอีกทางหนึ่งของพวกที่ร่างกายเปลี่ยนแปลง คือฆ่าทิ้ง หรือเรียกหน่วยสังหาร(แลมป์)มาฆ่า นั่นล่ะ

แล้วจะยังไงล่ะ ชีวิตก็ปกติดีนี่นา

...จนกระทั่งเดอวิช เริ่มมีพฤตติกรรมน่าสงสัย หรือว่า...?

กรับบส์และบิลอีสงสัยว่าเดอวิชจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเพราะคำสาปหรือเปล่า

แต่ขณะเดียวกันบิลอีก็เริ่มป่วย แต่เพราะห่วงเดอวิช(บิลอีคิดว่าเดอวิชเป็นพ่อแท้ๆของตัวเอง ตู่เอาเองนะ)

ทั้งสองคนสังเกตุสังกาอยู่พักใหญ่ จนคืนหนึ่งก็แอบสะกดรอยตามออกไปด้วยกัน
กลับพบว่าเดอวิชไปที่บ้านของบิลอี?

ใช่ คนที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช่เดอวิช แต่เป็นบิลอี
จริงๆแล้ว ไม่ใช่เพราะบิลอีเป็นลูกของเดอวิล
แต่เพราะเป็นลูกของพ่อของกรับส์ต่างหาก

ยังไงก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของบิลอีมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ทั้งสองจึงตกลงเชิญลอร์ดลอสมา และต่อสู้กับลอร์ดลอสตามข้อตกลง

ทีแรกกรับบส์ต่อสู้กับสมุน แต่ก็ไม่สามารถรับมือได้ จึงถูกเปลี่ยนขึ้นไปเล่นหมากรุกกับลอร์ดลอสแทน

กรับบส์พลิกโผชนะได้อย่างสวยงาม(ประกอบกับทำเรื่องยั่วโทสะลอร์ดลอสไว้มหาศาล)

คำสาปของบิลอีถูกคลายตามสัญญา แต่เดอวิชต้องไปกับลอร์ดลอสแทนกรับบส์(ส่วนหนึ่งเพราะลุงเป็นคนเริ่ม และอีกส่วน เพราะลอร์ดลอสสุดจะทนกะกรับบส์แล้ว)
ซึ่งลุงก็กลับมาหลังกลายเป็นซอมบี้ไปหนึ่งปีเต็ม

++++++++

2
DEMON THIEF

คอนีเลียส หรือ เคอเนล เฟล็ค มองเห็นแผ่นแสงประหลาดลอยอยู๋ทั่วไปในอากาศตั้งแต่เกิด ซึ่งแผ่นแสงเหล่านั้นสามารถถูกลากมาปะติดปะต่อกันได้

วันหนึ่ง หน้าต่างสู่มิติปิศาจถูกเปิด และ อาร์ท น้องชายของเคอเนลก็ถูกลักพาตัวไป
เพื่อช่วยน้อง เคอเนลจึงตามเหล่า  Disciples(ถ้าแปลก็ สาวก หรือ สานุศิษย์อะไรทำนองนั้น)นำโดยจอมเวทย์เบรานาบัส เข้าไปในมิติปิศาจเพื่อตามหาน้องชาย

ในมิตินั้น เคอเนลพบว่าแผ่นแสงที่ตนเห็นนั้นเป็นชิ้นส่วนของหน้าต่างที่ใช้เปิดระหว่างมิตินั่นเอง
การมองเห็นแผ่นแสงเหล่านั้นจึงทำให้เคอเนลเปิดหน้าต่างระหว่างโลกเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อตามปิศาจตัวการเข้ามาพบจนถึงมิติปิศาจแห่งหนึ่ง

และได้พบกับจอมปิศาจลอร์ดลอสพร้อมกับสมุน เด็กนรกตัวเขียวอาร์เทอรี่

จอมปิศาจถามปริศนา
"ใครคือปิศาจขี้ขโมย"
และเคอเนล มีโอกาสตอบเพียงสามครั้งเท่านั้น

พวกเคอเนลเข้าไปตะลุยมิติของลอร์ดลอส พร้อมกับพยายามหาทางไขปริศนาที่ถูกถาม

ระหว่างทาง กลุ่มสานุศิษย์คนหนึ่ง นาเดีย มัวร์ได้ทำการแปรพักตร์ และกลายเป็นปิศาจที่มีรูปร่างเป็นหงส์(แต่เธอก็ช่วยเหลือเคอเนล)

ในตอนจบ เคอเนลนึกถึงความจริงได้ในสุด(หลังตอบผิดไปสองที) ปิศาจขี้ขโมย ก็คือ

ตัวเขาเอง

เคอเนลไม่มีน้อง แต่เปิดหน้าต่างมายังมิติปิศาจ อุ้มเอาอาร์เทอรี่ไป และใช้เวทมนต์จำแลงให้เหมือนเด็กมนุษย์ธรรมดาโดยไม่รู้ตัว และนึกว่าอาร์ท(หรืออาร์เทอรี่)เป็นน้องของตัวจริงๆ

เคอเนลยอมคืนอาร์เทอรี่ให้กับลอร์ดลอส

ทว่าเมื่อกลับไปยังโลก เวลาก็ได้ผ่านไปหลายปีแล้ว
การใช้ชีวิตกับพ่อแม่ที่ทำใจได้กับการที่ลูกชายหายตัวไปไม่ง่ายอย่างที่คิด
เคอเนลจึงหันหลังให้กับโลกเดิมของตน เข้าสู่เส้นทางแห่งเวทมนย์กับเบนาราบัส
อีกทั้งค้นพบว่าตนเองอาจจะเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของอาวุธ คาห์ กาส์ช(Kah-Gash) ที่สามารถทำลายได้ทั้งจักรวาล ทว่าถูกทำลายแตกเป็นชิ้นๆไปเมื่อนานมาแล้ว
ซึ่งเบรานาบัสกำลังตามหาชิ้นส่วนเหล่านั้นอยู่

++++++++++++

3
SLAWTER

เดอวิชถูกฝันร้ายรุมเร้าหลังกลับมาจากมิติของลอร์ดลอส
ขณะที่กำลังพยายามฟื้นตัวอยู่นั่นเอง ดาวิดา ฮิย์ม ผู้กำกับหนังสยองขวัญชื่อดังก็เข้ามาติดต่อ พร้อมกับหญิงผิวเผือก จูนิ สวอน(Juni Swan)

ทั้งคู่ขอให้เดอวิชเป็นที่ปรึกษาให้กับหนังเรื่องใหม่ของดาวิดา ซึ่งจะเป็นเรื่องของปิศาจ
เดอวิชที่กำลังหลงจูนิได้ที่ก็ตอบตกลง และทั้งหมด(รวมทั้งกรับบส์และบิลอี)ก็เดินทางไปยังสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ห่างออกไปและตัดขาดจากภายนอก

ชื่อเมืองก็คือ สลอว์เทอร์

ทุกอย่างดูราบรื่นและเหมือนจะเรียบร้อยดี

จนกระทั่งปิศาจตัวแรกที่ปรากฎระหว่างถ่ายทำ ลากตัวนักแสดงเด็กหายไป และไม่กลับมาอีก...

สลอว์เทอร์แท้จริงเป็นแผนการของดาวิดา ที่ถูกหลอกใช้โดยลอร์ดลอสอีกครั้ง เพื่อแก้แค้นกรับบส์

เนื่องจากสถานการณ์พาไป สาวผิวเผือกจูนิพบว่าตัวเองก็สามารถใช้เวทมนต์ได้ จึงร่วมมือกับเดอวิชและกรับบส์หลบหนีออกมาได้ และสามารถปกป้องทีมงานที่เหลือได้เป็นบางส่วน

++++++++++++

4
BEC

ย้อนไปหลายร้อยปี ในยุคที่ปิศาจยังเพ่นพ่าน และเวทมนต์ยังมีอยู่ทั่วไป
เด็กหญิงผู้มีความทรงจำสมบูรณ์แบบถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก
เธอถูกเลี้ยงดูให้เป็นนักบวชหญิง และถูกตั้งชื่อว่า เบ็ค

วันหนึ่ง เด็กชายประหลาดที่มีฝีเท้าว่องไวเกินกว่าคนปกติมายังเผ่าของเธอ และขอความช่วยเหลือ(แต่ด้วยความที่เด็กดังกล่าวสติสตังไม่ค่อยสมประกอบ จึงบอกอะไรไม่ได้มาก ตอนหลังเบ็คเรียกเด็กคนนี้นว่า แบรน (Bran))
ทางเผ่าได้จัดคณะเดินทางขึ้นกลุ่มเล็กๆ เดินทางไปพร้อมกับเบ็ค ตามที่แบรนนำทาง
ในหมู่บ้านของแบรนไม่มีใครแล้ว ทว่าคณะเดินทางก็พบกับนักบวชคนหนึ่ง ดรัส ผู้กำลังเดินทางเพื่อปิดอุโมงค์ที่เหล่าปิศาจใช้เปิดทางมาสู่โลกมนุษย์

คณะเดินทางตกลงไปกับดรัส สูญเสียสมาชิกไปบ้างระหว่างทาง จนกระทั่งไปถึงปากทางเข้า

ดรัสต้องการใช้เบ็คเป็นเครื่องบูชายัญเพื่อปิดอุโมงค์
ทว่าระหว่างการต่อสู้ ดรัสบาดเจ็บสาหัสปางตาย และเนื่องจากเบ็คสามารถจำคาถาได้ด้วยความจำสมบูรณ์แบบของเธอ
เธอจึงต้องทำหน้าฆ่าดรัสเพื่อบูชายัญแทน

ทว่าถึงแม้อุโมงค์จะปิดแล้ว ปิศาจตนหนึ่ง...ลอร์ดลอส ก็ยังคงอยู่ในโลกมนุษย์ ด้วยคำสาป(geas เกือบๆ เกียส....)ที่ลงไว้กับพวกคณะเดินทาง(คนอื่นๆตายหมดแล้ว ระหว่างการต่อสู้ในถ้ำ) ลอร์ดลอสจึงปล่อยให้พวกสมุนลงมือฆ่าเบ็ค ที่ติดอยู่ในอุโมงค์ที่เพิ่งปิดไปเช่นกัน

ทว่า ก่อนที่อุโมงค์นั้นจะปิด แบรน ได้วิ่งออกไปสู่ความปลอดภัยแล้ว

++++++++++++

5
BLOOD BEAST

ชีวิตอันสงบสุขในคาเชอรี่ เวล
กรับบส์เริ่มมีเพื่อนใหม่ และห่างเหินบิลอีไปบ้าง

และวันเวลาแสนสุขก็ถูกหยุดลง
กรับบส์กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง คำสาปกำลังออกฤทธิ์ แต่เขาก็เก็บกดมันเอาไว้เท่าที่จะทำได้ และเลือกที่จะไม่เปิดเผย

ขณะนั้น เกมล่าสมบัติที่บิลอีชวนเล่นด้วยกันอีกครั้งก็นำพากรับบส์ บิลอี และล็อคช์(Loch)เพื่อนสนิทของกรับบส์ ไปสู่ถ้ำลึกลับใกล้คฤหาสน์

ในถ้ำนั้นกรับบส์เห็นหน้าเด็กผู้หญิงออกมาจากหิน พูดอะไรในภาษาอื่นกับเขา ไม่พอ ยังกรีดร้องใส่เขาอีก

ที่น้ำตกในถ้ำ บิลอีและล็อคช์ปีนสำรวจ ขณะที่กรับส์กำลังป่วย(คำสาปกำเริบ)

ตอนนั้นเองที่ล็อคช์ พลาดตกลงมาหัวฟาดพื้น เลือดไหลนอง ขณะบิลอีรีบรุดไปขอความช่วยเหลือ กรับบส์ก็พยายามพยุงชีวิตเพื่อนอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่สามารถทำได้

ทว่า...ใต้ร่างของล็อคช์ที่นอนหัวแตกไม่ไหวติง เลือดที่ไหลนองกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย....

แทนที่เดอวิชจะรายงานอุบัติเหตุตามความจริง
พวกเขากลับต้องปกปิดเรื่องถ้ำ แล้วโกหกว่าล็อคช์ประสบอุบัติเหตุระหว่างเล่นกับพวกกรับบส์ในเหมืองแทน

เพราะถ้ำนั้นเคยเป็นอุโมงค์เชื่อไปสู่มิติปิศาจ และเดอวิชก็มีหน้าที่เฝ้าดูถ้ำนั้นไม่ให้ถูกเปิด แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เวทมนต์ที่วางไว้กลับไม่ทำงาน เขาจึงไม่ทันรู้ตัว

หลังจากนั้นทั้งกรับบส์และบิลอีก็ตกอยู่ในสภาพเลวร้าย จูนิ สวอน ที่ปรากฎตัวขึ้น ในฐานะอาจารย์แนะแนวก็เข้ามาในชีวิตของทั้งสาม(รวมเดอวิช)และช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กับเด็กๆ

ตอนนั้นเองที่คำสาปของกรับบส์กำเริบอีกครั้ง เขาพบว่าระหว่างที่กลายร่าง เขาได้ลงมือฆ่าตาและยายสปลีน(ตายายของบิลอี) และเกือบจะฆ่าบิลอี ทว่าจูนิมาช่วยไว้ทัน

จากนั้นกรับบส์เห็นพวกแลมป์และเข้าใจว่าเดอวิชตัดสินใจประหารเขาเสียแล้ว(ส่วนหนึ่งเพราะการเชิญลอร์ดลอสมาย่อมไม่ได้ผล เนี่องจากลอร์ดลอสเกลียดกรับบส์มาก)(หนึ่งในคนที่กรับบส์คาดว่าเป้นแลมป์คือชายชราแต่งตัวซอมซ่อที่ชอบติดตามเขาอยู่ห่างๆบ่อยๆ)

จูนิเสนอความช่วยเหลือ และพาเขาหนีไปด้วยกัน
บนเครื่องบินนั้นเอง เธอก็เผยธาตุแท้ออกมา ลอร์ดลอสและสมุนเข้ายึดเครื่องบิน และกรับบส์ก็ไม่มีทางหนี!!!

+++++++++++++

6
DEMON APOCALYPSE

ขณะที่กรับบส์จนมุมอยู่นั่นเอง
เบนาราบัสก็มาช่วยไว้ได้ทันท่วงที
และพากรับบส์ไปยังถ้ำกลางทะเลทรายซึ่งเป็นที่ซ่อนลับ
คนที่รออยู่ที่นั่นก็คือเคอเนล เฟล็ค ที่ตอนนี้อายุไม่มากไปกว่ากรับบส์ซักเท่าไหร่

หลังจากพักผ่อนนอนหลับแล้ว เบรานาบัสก็ขอให้กรับบส์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง และตอบคำถามของกรับบส์
จากนั้นจึงชวนกรับบส์เข้าร่วมกับกลุ่มสานุศิษย์ ให้มาช่วยเขาต่อสู้กับปิศาจในมิติอื่นเหมือนอย่างเคอเนล

แม้กรับบส์จะปฏิเสธในตอนแรก แต่เมื่อถูกคาดคั้นผสมคำพูดเชิงดูถูกเข้าไปมากๆก็ตัดสินใจตามพวกเบนาราบัสไปยังมิติปิศาจด้วย

ทว่าในมิตินั้น กรับบส์กับไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างที่เคย และถูกเคอเนลเปิดหน้าต่างส่งกลับมาตัวคนเดียว

กรับบส์รอคอยทั้งคู่อย่างเบื่อหน่ายอยู่แสนนาน จากวันเป็นสัปดาห์ กี่สัปดาห์แล้วก็ไม่รู้
เสียงเคาะจากเบื้องที่ดูคล้ายกับว่ามีผู้มาติดต่อทำให้กรับบส์สนใจได้ไม่นาน เพราะเขาไปสามารถเปิดทางเข้า หรือแม้แต่ตอบสนองต่อเสียงนั้นได้เลย

ในที่สุดเบนาราบัสและเคอเนลก็กลับมา

และเมื่อเบนาราบัสเปิดลิ้นชักมองดูภาพเด็กหญิงคนหนึ่ง กรับส์ก็ระลึกได้ว่านั่นคือเด็กหญิงที่เขาเห็นในหน้าบนหินในถ้ำนั่นเอง
เบนาราบัสใช้คาถาทำให้กรับบส์ทวนคำพูดของเด็กหญิงออกมา และพบว่าคำพูดเหล่านั้นเตือนถึงหายนะ

และผู้มาติดต่อ หนึ่งในกลุ่มสานุศิษย์...ก็ปรากฎตัวขึ้นพร้อมข่าวร้าย

เด็กหญิงบนหินคือเบ็ค และเธอบอกว่าปิศาจต้องการเปิดอุโมงค์อีกครั้ง

จากตอนนั้น ผ่านมาแล้วอย่างน้อยเจ็ดอาทิตย์
สานุศิษย์ที่มาถึงรายงานว่าอุโมงค์ถูกเปิดแล้ว และกอวทัพปิศาจมหาศาลก็กำลังรุกรานโลก แม้จะไม่ใช่ในวิธีของปิศาจเลยก็ตาม

มนุษย์ไม่สามารถต่อต้าน
เบนาราบัสตัดสินใจบุกโจมตีที่ถ้ำต้นเหตุ เพื่อปิดอุโมงค์เสีย จอมเวทย์เฒ่าจัดการติดต่อเหล้าสานุศิษย์ที่เหลือเข้ามาร่วมมือ

แผนการมีเพียงว่าเหล่าสานุศิษย์ต้องปกป้องเบนาราบัส และเด็กชายคนใดคนหนึ่งเข้าไปให้ถึงแท่นหินในอุโมงค์
จากนั้นเขาจึงจะฆ่าเด็กชายคนหนึ่งเพื่อบูชายัญและปิดอุโมงค์ แล้วปิศาจที่ออกมาแล้วก็จะถูกดูดกลับเข้าไปเอง
(แน่นอนว่าเด็กทั้งคู่ก็ได้แต่อึ้ง เพราะไม่รู้มาก่อนว่าต้องตาย แต่เคอเนลก็ไม่สนใจเพราะรู้จักเบนาราบัสดี)

ทั้งหมดเริ่มแผนการ
แต่แล้วลอร์ดลอสก็เข้ามาขวาง
เคอเนลถูกสไปน์ สมุนตนหนึ่งทำร้ายสาหัสจนเสียตาทั้งสองข้าง(หมายถึงโบ๋หายไปเลย ไม่ใช่บอดเฉยๆ)
กรับบส์หมดเรี่ยวแรงและความหวังไปกับภาพตรงหน้า คือภายในปากถ้ำที่เต็มไปด้วยปิศาจ และร่างไร้ชีวิตของเดอวิช และเพื่อนๆที่โรงเรียน มีเพียงบิลอีที่ไม่อยู่ที่นั่น

เบนาราบัสยังคงพยายามต่อสู้
แต่ตอนนั้นเอง ใบหน้าของเบ็คก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง
กรับบส์ตอบสนองต่อเธอทันที
เบ็คบอกว่าแม้จะปิดอุโมงค์ ปิศาจที่ออกมาแล้วก็จะไม่ถูกดูดกลับไป แล้วเธอก็เริ่มร่ายคาถา ขณะที่กรับบส์ก็ร่ายไปพร้อมกับเธอ ม่านพลังประหลาดปรากฎขึ้น ไม่นานนัก เคอเนลที่เสียดวงตาไปก็เข้ามาร่วมด้วย

จากนั้นด้วยพลังประหลาดที่ไม่มีใครสู้รู้ชัด ทั้งสาม(เบนาราบัส กรับบส์ เคอเนล)ก็ย้อนเวลากลับมาในคืนก่อนที่อุโมงค์จะเปิด

ทั้งสามจึงบุกเข้าไปต่อสู้และขัดขวางการเปิดอุโมงค์ จูนิ บิลอี(ที่รู้ความจริงแล้วว่าจริงๆแล้วตัวเองเป็นน้องของกรับบส์) และเดอวิชอยู่ที่นั่น

เพื่อขวางหยุดการเปิดอุโมงค์ ต้องฆ่าผู้ที่เป็นกุญแจ ซึ่งเป็นคนที่ลงมือฆ่าเพื่อบูชายัญ และจะถูกดูดเข้าไปรวมกับอุโมงกลายเป็นอุโมงมีชีวิต
ในที่นี้ทั้งหมดมั่นใจว่าคือจูนิ

ระหว่างการต่อสู้ กรับบส์ได้ปล่อยเดอวิชและบิลอีที่ถูกจับอยู่ให้เป็นอิสระ
เบเนเรบัสใช้เวทมนต์ ทำให้ร่างจริงของจูนิเผยออกมา เมื่อเธอร้องบอกให้เอาใบหน้าของเธอคืนมา เคอเนลที่จำเสียงได้ก็อุทานออกมาทันที่ว่า"นาเดีย?"

ร่างที่แท้จริงของจูนิ สวอน คือนาเดีย มัวร์ที่แปรพักตร์ไปเข้าข้างลอร์ดลอสนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เดอวิชลงมือฆ่าจูนิด้วยหัวใจสลาย ทว่าการเปิดของอุโมงค์ก็ยังคงไม่หยุด

กุญแจไม่ใช่จูนิ?

ตอนนั้นเองที่บิลอีเปิดปาก เขาตั้งใจจะแกล้งล็อคช์
แต่เมื่อยื่นมือให้จับแล้วชักมือกลับมา จึงกลายเป็นว่าทำให้ล็อคช์ตกลงไปตาย

บิลอีคือกุญแจ ตอนนี้คนที่ต้องตายคือน้องชายต่างแม่ของเขาเอง
เดอวิชไม่สามารถหักใจทำลงได้ แต่เมื่อกรับบส์นึกถึงชะตากรรมอันโหดร้ายที่จะตามมาหากปล่อยให้บิลอีรอดชีวิต
ไม่ใช่เพราะปิศาจจะแห่มาทำลายโลกและมนุษย์ชาติ
แต่เพราะบิลอีจะต้องทรมาณกับความรู้สึกผิด และกลายเป็นของเล่นของพวกปิศาจไปอีกนาน อาจจะเป็นพันๆปี

กรับบส์แสร้งตีหน้ายิ้มแย้ม เขายื่นมือออกไป บอกว่าจะให้ช่วยจัดการกับพวกปิศาจ บอกให้น้องชายหลับตาลง และนึกถึงความทรงจำก็ที่เป็นสุข

เวทมนต์จากกรับบส์ค่อยๆคืบคลานเข้าสู่ร่างของบิลอี และหยุดหัวใจของเด็กชายลง ทั้งที่รอยยิ้มยังค้างอยู่บนใบหน้านั่นเอง

แน่นอนว่าความโศกเศร้าของกรับส์ย่อมทำให้ลอร์ดลอสพึงพอใจ แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรต่อไป เบ็คก็เข้าอาศํยร่างของบิลอี ใช้มันขับไล่ลอร์ดลอสซึ่งหนีไปพร้อมกับร่างของจูนิไปด้วยเวทมนต์
และร่างกายที่เคยเป็นของบิลอี ก็กลายเป็นของเธอ

เมื่อเหตุการ์สงบ ทั้งหมดก็กลับมาที่คฤหาสน์ หนึ่งคำคืนแห่งความเศร้าโศกผ่านพ้นไป

เบนาราบัสและเคอเนลกำลังจะออกเดินทางต่อไปเพื่อกำจัดปิศาจ...ผูนำของพวกมันที่พยายามจะออกมา และกรับบส์จะต้องไปกับพวกเขา ส่วนเบ็คจะอยู่กับเดอวิช อย่างน้อยก็ตอนนี้

กรับบส์พยายามปฏิเสธ แต่ในที่สุดตัวเขาเองก็ตัดสินใจหันหลังให้กับโลกที่เขาเคยอยู่ และก้าวตามเคอเนลที่ล่วงหน้าไปก่อนอย่างเต็มใจ

--------------------


คอมเม้นท์แต่ละเล่มไว้ทีหลังละกัน...แค่นี้ก็ยาวละ...............

++++

edit @ 28 Oct 2007 23:36:54 by shiny

edit @ 29 Oct 2007 01:11:30 by shiny

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

...ดาร์เรนสุดยอดเลยวุ้ย

#1 By Kuro Noire on 2007-10-27 05:32

ของดาร์เรน เหรอ !?
อ๊ากกกอยากอ่าน !!

#2 By G.man on 2007-10-27 13:05

= = ไม่รู้จักเล้ยยยยย..
อื้อหือ...สปอยกระจุย (ยิ่งเล่มล่ายิ่งเยอะเป็นพิเศษ)

จะว่าไปแค่ช่วงต่อมันก็สปอยหน่อยๆ แล้วนะเนี่ย (ฮา)
เอาน่ะ ไงๆ ช่วงตัวหนังสือสีดำก็คงมีไรให้ลุ้นบ้างแหละ กร๊าก

#4 By Zakuro on 2007-10-27 20:18

อ๊ากก ส่งมาให้อ่านมั่งสิ ???

#5 By before on 2007-10-29 11:19

โหด...สุดยอด... ผูกเรื่องได้...

#6 By คนจ๋วยบ้าร็อคแมน (61.7.150.146) on 2007-10-30 03:02

ตกลง 6 เล่มจบ?
สมแล้วที่ชื่อ Demonata
อ่านทั้งหมดแล้วก็....ดาร์เรน ชาง (คนเขียน)แกมีปมอะไรกับปมพี่น้องหรือเปล่าเนี่ย?
แต่ก็ยังอยากอ่านน่ะเนี่ย เรื่องนี้ นานมียังจะเอามาแปลไหมน่ะ
เล่มไทยคงยังไม่ออกหรอกมั้ง น่าจะต้องรอให้พิมพ์ดาร์เรนจบก่อนล่ะมั้งน่ะ (หรือไม่คนคัดหนังสืออาจจะอ่านแล้วพิจารณานานหน่อยเพราะเนื้อหามัน...เหลือเกินนี่ ^^!)

เข้าใจแล้วที่ไชนี่สงสัย พออ่านบทสรุปของแต่ล่ะเล่มแล้วมันก็ชวนสงสัยจริงน่ะ

#7 By double (202.41.167.246) on 2007-11-01 08:34

เหอๆ ดาร์เรน..

#8 By (61.7.165.254) on 2007-11-02 14:35

โอ้วววว
ดำมืดอย่างนั้น
มันคันไม้คันมืออยากลากเม้าส์เป็นที่สุดเลยค่า
(แต่เราจะไม่สปอยล์ตัวเองอีกแล้ววว)

น่าอ่านจ๊างงงง
ทำไมแพ๊งแพงน้า(<--- ขาดทุนทรัพย์)
หนังสือคุณดาร์เรนซื้อเล่มนึงแล้ว มักจะต้องซื้อเล่มต่อไปทุกที ไม่งั้นค้างแย่....... sad smile

#9 By °°Greenpenguin°° on 2007-12-03 22:53